โคมไฮเบย์ 400W คือ โคมไฟกำลังสูงสำหรับพื้นที่เพดานสูงตั้งแต่ประมาณ 10 เมตรขึ้นไป เช่น คลังสินค้าชั้นวางสูง โรงงานอุตสาหกรรมหนัก และโรงยิม ส่วนคำถามว่าคุ้มกว่าโคมไฮเบย์ 200W สองดวงไหม คำตอบไม่ได้อยู่ที่ราคาโคม แต่อยู่ที่ความสูงติดตั้ง ความสม่ำเสมอของแสงที่ต้องการ และต้นทุนต่อจุดติดตั้งของหน้างานนั้น
สรุปสั้นๆ
- เพดานสูงเกิน 10–12 เมตร : 400W มักได้เปรียบ เพราะ 200W ส่องลงมาถึงพื้นแล้วแสงจางเกินไป
- เพดาน 6–9 เมตร : 200W สองดวงมักให้ผลดีกว่าในแง่ความสม่ำเสมอของแสง
- ค่าไฟแทบเท่ากัน เพราะ 400W = 200W × 2 กำลังไฟรวมเท่ากัน ตัวแปรจริง คือ ค่า Efficacy (ลูเมนต่อวัตต์) ของแต่ละรุ่น
- ต้นทุนที่คนลืมคิด คือ ค่าจุดแขวน ค่าเดินสาย ค่าแรง และค่ารถกระเช้า ซึ่งคิดตาม “จำนวนจุด” ไม่ใช่จำนวนวัตต์
- อย่าเทียบด้วยวัตต์อย่างเดียว ให้เทียบที่ลูเมนรวม มุมกระจายแสง และค่าความสว่างที่ตกถึงพื้นจริง
กำลังเลือกโคมสำหรับหน้างานอยู่ใช่ไหม ก่อนตัดสินใจที่ตัวเลขวัตต์ แนะนำให้อ่านหัวข้อ “400W หนึ่งดวง กับ 200W สองดวง คุ้มกว่ากันจริงไหม” ซึ่งรวมต้นทุนแฝงที่มักไม่อยู่ในใบเสนอราคาไว้ให้แล้ว
โคมไฮเบย์ 400W คืออะไร และต่างจากรุ่นวัตต์อื่นตรงไหน
โคมไฮเบย์ (High Bay) คือ โคมไฟที่ออกแบบมาสำหรับพื้นที่เพดานสูงตั้งแต่ประมาณ 5–6 เมตรขึ้นไป จุดต่างจากโคมทั่วไปอยู่ที่การควบคุมทิศทางแสงให้พุ่งลงและการระบายความร้อนที่รองรับการเปิดต่อเนื่องหลายชั่วโมง ส่วน โคมไฮเบย์ 400W คือรุ่นกำลังไฟสูงในกลุ่มนี้ ซึ่งในทางปฏิบัติแปลว่า “โคมที่ให้ปริมาณแสงมากพอจะยิงลงมาจากที่สูงมากได้”
ทำไม “วัตต์” ไม่ใช่ตัวบอกความสว่าง
นี่คือความเข้าใจผิดที่ทำให้งานเสียบ่อยที่สุด!!
Watt (วัตต์) คือ ปริมาณไฟฟ้าที่โคมกินเข้าไป ไม่ใช่แสงที่ปล่อยออกมา ส่วนแสงที่ปล่อยออกมาวัดด้วย Lumen (ลูเมน — ปริมาณแสงทั้งหมดที่โคมให้ได้)
พูดง่าย ๆ วัตต์คือ “ค่าน้ำมันที่จ่าย” ลูเมนคือ “ระยะทางที่วิ่งได้จริง” รถสองคันเติมน้ำมันเท่ากันแต่วิ่งได้ไม่เท่ากัน โคมก็เช่นกัน
ตัวเลขที่บอกว่าโคมแปลงไฟเป็นแสงได้ดีแค่ไหนคือ Efficacy (ประสิทธิภาพการส่องสว่าง หน่วยลูเมนต่อวัตต์ / lm/W)
- โคม 400W ที่ให้ 130 lm/W = แสงรวมประมาณ 52,000 ลูเมน
- โคม 400W ที่ให้ 100 lm/W = แสงรวมประมาณ 40,000 ลูเมน
วัตต์เท่ากัน แต่แสงต่างกันถึง 12,000 ลูเมน ซึ่งมากพอจะทำให้ต้องเพิ่มโคมอีกหนึ่งดวงในบางหน้างาน
ตารางสรุปสิ่งที่ต้องดูนอกจากวัตต์
⚠️ข้อควรระวัง⚠️: ค่าจริงของแต่ละรุ่นควรตรวจสอบจากเอกสาร Technical Data Sheet ของผู้ผลิตอีกครั้ง เพราะตัวเลขที่โฆษณาหน้าเว็บกับที่วัดได้จริงในห้องทดสอบอาจไม่ตรงกัน
โคมไฮเบย์ 400W เหมาะกับพื้นที่แบบไหน
โคมไฮเบย์ 400W เหมาะกับพื้นที่ที่มี ความสูงติดตั้งมาก หรือ ต้องการความสว่างสูงต่อพื้นที่ เพราะแสงที่ตกถึงพื้นจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อระยะห่างเพิ่มขึ้น
หลักฟิสิกส์ที่ต้องรู้ข้อเดียว: ความสว่างที่พื้นลดลงตามกำลังสองของระยะทาง ถ้าย้ายโคมจากสูง 6 เมตรไปเป็น 12 เมตร ความสว่างใต้โคมจะเหลือประมาณ 1 ใน 4 เท่านั้น นี่คือเหตุผลที่เพดานสูงต้องใช้วัตต์สูง ไม่ใช่เพราะ “อยากได้สว่างกว่า”
ตารางความสูงติดตั้งกับกำลังไฟที่นิยมใช้
📍หมายเหตุ : ตารางนี้เป็น จุดตั้งต้น ไม่ใช่ข้อสรุป เพราะยังต้องดูค่าความสว่างเป้าหมาย มุมกระจายแสง และระยะห่างระหว่างโคมประกอบด้วย
พื้นที่ที่ 400W ทำงานได้ดี
- คลังสินค้าที่มีชั้นวางสูง (High Rack) ต้องการแสงที่ยังลงถึงพื้นทางเดินระหว่างชั้นวางได้ มักใช้ร่วมกับมุมกระจายแสงแคบ
- โรงงานอุตสาหกรรมหนัก โครงสร้างเหล็กสูง เครื่องจักรใหญ่ ต้องการแสงสม่ำเสมอทั้งโซน
- โรงยิมและอาคารกีฬาในร่ม เพดานสูงและต้องการความสว่างสูงเพื่อความปลอดภัยของผู้เล่น
- พื้นที่จอดและซ่อมบำรุงรถขนาดใหญ่ ต้องการแสงพอสำหรับงานตรวจสอบ
พื้นที่ที่ไม่ควรใช้ 400W
- เพดานต่ำกว่า 7 เมตร เสี่ยงเกิด Glare (แสงจ้าบาดตา) คนทำงานใต้โคมโดยตรงจะแสบตาและล้าเร็ว
- พื้นที่ที่ต้องการแสงกระจายนุ่ม เช่น ออฟฟิศในโรงงาน โชว์รูม
- พื้นที่แคบยาว เช่น ทางเดินระหว่างอาคาร ซึ่งการใช้โคมวัตต์ต่ำหลายดวงจะได้ความสม่ำเสมอดีกว่า
หากต้องการคำแนะนำในการติดตั้งและการคำนวณที่แม่นยำ ทักสอบถามทีมแอดมินของ NineLED เพื่อปรึกษา และรับบริการออกแบบแสงฟรี!! ได้ที่
โคมไฮเบย์ 400W ราคาประมาณเท่าไหร่ และอะไรทำให้ราคาต่างกัน
ราคาโคมไฮเบย์ LED 400W ในตลาดไทยมีช่วงกว้างมาก โดยทั่วไปแบ่งได้ประมาณ 3 ระดับ
📍หมายเหตุ : ราคาข้างต้นเป็นช่วงราคาอ้างอิงในตลาด ราคาจริงขึ้นกับสเปก จำนวนสั่งซื้อ และเงื่อนไขโครงการ สำหรับงานจำนวนหลายชุดควรขอใบเสนอราคาเป็นรายโครงการ
5 ปัจจัยที่ทำให้ราคาต่างกันเท่าตัว
1. Driver (อุปกรณ์จ่ายไฟให้ LED) เป็นชิ้นส่วนที่พังบ่อยที่สุดในโคม LED ไม่ใช่ตัวชิป LED โคมราคาถูกมักประหยัดตรงนี้ก่อน ควรถามผู้ขายเสมอว่าใช้ Driver ยี่ห้อและรุ่นอะไร
2. ระบบระบายความร้อน LED เสื่อมเร็วเมื่อร้อน ครีบระบายความร้อน (Heat Sink) ที่ออกแบบมาดีและใช้อะลูมิเนียมเนื้อดีมีต้นทุนสูงกว่าชัดเจน โคมที่ระบายความร้อนไม่ดีจะสว่างลดลงเร็วกว่าที่ระบุไว้มาก
3. Surge Protection (ระบบป้องกันไฟกระชาก) โรงงานและคลังสินค้ามีปัญหาไฟกระชากจากมอเตอร์และฟ้าผ่าบ่อย โคมที่ไม่มีระบบนี้อาจเสียเป็นชุดจากไฟกระชากครั้งเดียว โดยทั่วไปงานอุตสาหกรรมจะระบุค่าป้องกันไว้ในสเปก
4. Efficacy จริงที่วัดได้ โคมที่ให้ลูเมนต่อวัตต์สูงกว่าใช้ชิป LED เกรดสูงกว่า ต้นทุนจึงสูงกว่า แต่ค่าไฟระยะยาวถูกกว่าที่ความสว่างเท่ากัน
5. มาตรฐานและการรับประกัน สินค้าที่ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานและมีเอกสารรองรับมีต้นทุนการทดสอบและการรับประกันรวมอยู่ในราคา งานราชการและงานโครงการหลายแห่งกำหนดข้อนี้เป็นเงื่อนไขบังคับ
ของถูกผิดปกติ ต้นทุนหายไปตรงไหน
เมื่อเจอโคม 400W ราคาต่ำกว่าตลาดมาก ต้นทุนมักหายไปจาก 3 จุดนี้: Driver ที่ไม่ระบุแหล่งที่มา, เนื้ออะลูมิเนียมที่บางลง, และการไม่มีระบบป้องกันไฟกระชาก
ผลที่ตามมาไม่ได้เกิดวันแรก แต่เกิดในเดือนที่ 8–18 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้รับเหมาส่งงานไปแล้วและต้องกลับมารับผิดชอบเอง ค่าแรงและค่ารถกระเช้าในการขึ้นไปเปลี่ยนโคมหนึ่งครั้ง มักสูงกว่าส่วนต่างราคาโคมที่ประหยัดได้ตอนแรก
400W หนึ่งดวง กับ 200W สองดวง คุ้มกว่ากันจริงไหม
คำตอบสั้น: ถ้าเพดานสูงเกิน 10–12 เมตร โคมไฮเบย์ 400W หนึ่งดวงมักคุ้มกว่า แต่ถ้าเพดานอยู่ที่ 6–9 เมตรและพื้นที่กว้าง โคมไฮเบย์ 200W สองดวงมักให้ผลดีกว่า เพราะสองกรณีนี้ต่างกันที่ระยะทางของแสงและความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ที่จำนวนวัตต์
ลองแยกทีละมิติ
ค่าไฟเท่ากัน แต่ต้นทุนติดตั้งไม่เท่ากัน
จุดที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่า 400W หนึ่งดวงประหยัดไฟกว่า 200W สองดวง
ความจริงคือ กำลังไฟรวมเท่ากัน (400W = 200W × 2) ค่าไฟจึงเท่ากันโดยพื้นฐาน สิ่งที่ทำให้ต่างจริง ๆ คือ Efficacy ของแต่ละรุ่น ถ้ารุ่น 200W มีค่า lm/W สูงกว่ารุ่น 400W การใช้ 200W สองดวงจะได้แสงมากกว่าที่ค่าไฟเท่ากันด้วยซ้ำ
สูตรคิดค่าไฟง่าย ๆ:
ค่าไฟต่อปี = (วัตต์รวม ÷ 1,000) × ชั่วโมงใช้งานต่อวัน × จำนวนวันต่อปี × ค่าไฟต่อหน่วย
ตัวอย่าง: โคมรวม 400W เปิดวันละ 12 ชั่วโมง 300 วันต่อปี ที่ค่าไฟ 4.10 บาทต่อหน่วย (เป็นจำนวนอ้างอิงจาก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค)
วิธีการคำนวณ : ค่าไฟต่อปี = (400 ÷ 1,000) × 12 × 300 × 4.10 = 5,904 หน่วยต่อปี ต่อโคมหนึ่งชุด
ส่วนต้นทุนที่ต่างกันจริงคือ ต้นทุนต่อจุดติดตั้ง ซึ่งคิดตามจำนวนจุด ไม่ใช่จำนวนวัตต์:
- จุดแขวนและอุปกรณ์ยึด × 2
- สายไฟและท่อร้อยสาย × 2 ชุด
- ค่าแรงติดตั้ง × 2 จุด
- ค่ารถกระเช้าหรือนั่งร้าน คิดตามเวลาที่ใช้ ซึ่งเพิ่มตามจำนวนจุด
- การบำรุงรักษาในอนาคต จุดมากกว่า = ต้องขึ้นไปบ่อยกว่า
ในงานที่มีโคมหลายสิบดวง ส่วนต่างตรงนี้มักมีนัยสำคัญกว่าส่วนต่างราคาโคม
ความสม่ำเสมอของแสง จุดที่ 200W สองดวงได้เปรียบ
Uniformity (ความสม่ำเสมอของแสง) คือความต่างระหว่างจุดที่สว่างที่สุดกับจุดที่มืดที่สุดในพื้นที่เดียวกัน ค่ายิ่งสม่ำเสมอ ตายิ่งไม่ล้าและการทำงานยิ่งปลอดภัย
โคม 400W หนึ่งดวงให้แสงเข้มมากใต้โคมและจางลงเร็วเมื่อออกห่าง ส่วนโคม 200W สองดวงที่วางกระจายกันจะเกลี่ยแสงได้เนียนกว่าในพื้นที่เดียวกัน
ในทางปฏิบัติ:
- พื้นที่กว้างแต่ไม่สูงมาก → กระจายหลายจุดดีกว่า
- พื้นที่สูงมาก → รวมกำลังไว้จุดเดียวดีกว่า เพราะโคมวัตต์ต่ำส่องไม่ถึงพื้น
จุดที่ต้องดูควบคู่คือ Beam Angle (มุมกระจายแสง) โดยหลักการคือ เพดานยิ่งสูงยิ่งใช้มุมแคบ (แสงพุ่งลงเป็นวงเข้ม) เพดานเตี้ยและพื้นที่กว้างใช้มุมกว้าง (แสงกระจายนุ่มกว่า) การเลือกมุมผิดทำให้ต่อให้วัตต์ถูกก็ยังได้แสงไม่ตรงตามต้องการ
ความเสี่ยงเมื่อโคมเสีย
ข้อนี้ผู้รับเหมาที่เคยโดนมาแล้วจะเข้าใจทันที
- 400W หนึ่งดวงเสีย = โซนนั้นมืดสนิท ต้องรีบขึ้นไปแก้ อาจต้องหยุดงานในพื้นที่
- 200W สองดวง เสียหนึ่งดวง = ยังมีแสงเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง พอทำงานต่อได้ระหว่างรอซ่อม
ในพื้นที่ที่หยุดไม่ได้ เช่น ไลน์ผลิตที่เดินต่อเนื่อง การกระจายความเสี่ยงด้วยโคมวัตต์ต่ำหลายดวงมีเหตุผลรองรับชัดเจน
ตารางสรุปการเลือกใช้ให้เหมาะสม
การเลือก 400W หรือ 200W จำนวน 2 ดวง ไม่ควรดูจากกำลังวัตต์เพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาความสูงติดตั้ง ลักษณะพื้นที่ มุมกระจายแสง และระดับความสว่างที่ต้องการร่วมด้วย ถ้าปัญหาคือ “แสงส่องไม่ถึงพื้น” ให้เพิ่มวัตต์ต่อดวง ถ้าปัญหาคือ “สว่างไม่ทั่ว มีจุดมืด” ให้เพิ่มจำนวนดวง
หากยังไม่แน่ใจว่าหน้างานของท่านควรเพิ่มจำนวนวัตต์หรือเพิ่มจำนวนโคมเพื่อให้แสงสว่างเพียงพอ ทักหาทีมผู้เชี่ยวชาญของ NineLED เพื่อช่วยวิเคราะห์ปัญหา และรับบริการออกแบบแสงได้ฟรี‼️
วิธีเลือกให้เหมาะกับหน้างานจริง 6 ขั้นตอน
ขั้นที่ 1 วัดความสูงติดตั้งจริง ไม่ใช่ความสูงอาคาร ความสูงที่ใช้คำนวณคือระยะจากตัวโคมถึงระนาบที่ต้องการแสง (เช่น พื้นหรือโต๊ะทำงาน) ไม่ใช่ความสูงถึงหลังคา หากแขวนด้วยโซ่หรือก้านต้องหักระยะนั้นออก
ขั้นที่ 2 กำหนดค่าความสว่างเป้าหมาย (lux) Lux คือปริมาณแสงที่ตกลงบนพื้นที่จริง ต่างจาก Lumen ที่เป็นแสงรวมจากตัวโคม ค่าเป้าหมายขึ้นกับลักษณะงาน โดยแนวทางที่ใช้กันในงานออกแบบแสงคือ
📍หมายเหตุ : ค่าข้างต้นเป็นแนวทางอ้างอิงเชิงปฏิบัติ สำหรับสถานประกอบกิจการในประเทศไทยยังมีข้อกำหนดค่าความเข้มของแสงสว่างขั้นต่ำตามกฎกระทรวงด้านความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง ควรตรวจสอบค่าที่บังคับใช้กับลักษณะงานของคุณจากตัวกฎกระทรวงฉบับปัจจุบันก่อนออกแบบจริง
| อ่านเพิ่มเติม : มาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 (กระทรวงแรงงาน) |
ขั้นที่ 3 คำนวณจำนวนโคมคร่าว ๆ สูตรที่ใช้กันทั่วไป (Lumen Method):
สูตรคำนวนจำนวนโคม
จำนวนโคม = (lux เป้าหมาย × พื้นที่ ตร.ม.) ÷ (ลูเมนต่อโคม × MF × UF)
- MF (Maintenance Factor) คือค่าเผื่อการเสื่อมและฝุ่นเกาะ นิยมใช้ประมาณ 0.8 ในพื้นที่สะอาด และต่ำกว่านั้นในพื้นที่ฝุ่นมาก
- UF (Utilization Factor) คือสัดส่วนแสงที่ตกถึงพื้นที่ใช้งานจริง ขึ้นกับรูปทรงห้องและสีผนัง มักอยู่ราว 0.6–0.8
ตัวเลขจากสูตรนี้ใช้ประเมินงบและจำนวนได้ แต่งานโครงการที่ต้องส่งแบบควรให้จำลองด้วยซอฟต์แวร์ออกแบบแสงอีกครั้ง เพื่อดูการกระจายแสงและจุดมืดจริง
ขั้นที่ 4 เลือกมุมกระจายแสงให้ตรงกับความสูง เพดานสูงใช้มุมแคบเพื่อให้แสงพุ่งถึงพื้น เพดานเตี้ยและพื้นที่กว้างใช้มุมกว้างเพื่อลดจุดมืดระหว่างโคม หากมีชั้นวางสูงต้องพิจารณาเงาที่ชั้นวางบังด้วย
ขั้นที่ 5 ตรวจสภาพแวดล้อมหน้างาน ฝุ่นมาก ความชื้นสูง ล้างพื้นด้วยน้ำแรงดัน มีไอเค็มหรือสารเคมี ล้วนมีผลต่อระดับ IP Rating และวัสดุที่ควรเลือก พื้นที่ที่มีความร้อนสะสมสูงต้องดูช่วงอุณหภูมิใช้งานที่ผู้ผลิตระบุไว้ด้วย
ขั้นที่ 6 ตรวจระบบไฟฟ้าและการป้องกัน เช็กแรงดันไฟที่โคมรองรับให้ตรงกับระบบหน้างาน ตรวจว่ามีระบบป้องกันไฟกระชากหรือไม่ และหากติดตั้งจำนวนมากในวงจรเดียวกัน ควรตรวจกระแสกระชากขณะเปิด (Inrush Current) กับขนาดเบรกเกอร์ เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เบรกเกอร์ทริปตอนเปิดไฟพร้อมกันบ่อยครั้ง
ข้อผิดพลาดที่มักพบหน้างาน
1. เลือกจากตัวเลขวัตต์อย่างเดียว ปัญหาที่พบบ่อยที่สุด โคมวัตต์เท่ากันแต่ให้แสงต่างกันได้มาก ควรเทียบที่ลูเมนและ Efficacy
2. ไม่ดูมุมกระจายแสง เลือกวัตต์ถูกแล้วแต่มุมผิด ผลคือมีจุดสว่างจ้าสลับจุดมืดเป็นทาง
3. ใช้ความสูงอาคารแทนความสูงติดตั้ง ทำให้คำนวณความสว่างที่พื้นคลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้น
4. ไม่เผื่อค่าการเสื่อมและฝุ่น ออกแบบให้พอดีเป๊ะตั้งแต่วันแรก ผ่านไปหนึ่งปีจะสว่างไม่พอตามมาตรฐาน
5. ข้ามเรื่อง Driver และการรับประกัน ตัวชิป LED มักไม่ใช่ตัวที่พังก่อน แต่เป็น Driver ควรถามยี่ห้อรุ่นและเงื่อนไขการรับประกันให้ชัด
6. ลืมระบบป้องกันไฟกระชาก พบมากในโรงงานที่มีมอเตอร์ใหญ่ ผลคือโคมเสียพร้อมกันหลายดวงโดยหาสาเหตุไม่เจอ
7. คิดเฉพาะราคาโคม ไม่คิดต้นทุนติดตั้งและบำรุงรักษา ราคาโคมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน ค่าแรง ค่ารถกระเช้า และค่าไฟหลายปี มักรวมกันมากกว่าราคาโคมเสียอีก
สินค้าแนะนำจาก NineLED
📍หมายเหตุ : หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าแต่ละรุ่นสามารถทักหาทีมแอดมินของ NineLED เพื่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line : @NineLED
สรุปเป็นเช็กลิสต์ก่อนสั่งซื้อ
ใช้เช็กลิสต์นี้คุยกับผู้ขายได้ทันที
💡ข้อแนะนำก่อนตัดสินใจซื้อ : ควรถามผู้ขายเสมอว่า “รุ่นนี้ที่ความสูงที่จะติดตั้ง จะได้ค่าความสว่างที่พื้นประมาณเท่าไร และต้องใช้กี่ดวงต่อพื้นที่กี่ตารางเมตร” ผู้ขายที่มีความรู้จริงจะตอบได้หรือขอข้อมูลหน้างานไปคำนวณให้
❓ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโคมไฮเบย์
โคมไฮเบย์ 400W ใช้กับเพดานสูงเท่าไร
โคมไฮเบย์ 400W ให้กี่ลูเมน
400W หนึ่งดวง กับ 200W สองดวง ประหยัดไฟต่างกันไหม
ติดโคมไฮเบย์ห่างกันกี่เมตร
โคมไฮเบย์ 400W ราคาเท่าไร
ควรเลือก CCT เท่าไรสำหรับโรงงาน
เปลี่ยนจากโคมเดิมเป็น LED ต้องเปลี่ยนระบบไฟด้วยไหม
โคมไฮเบย์ต้องบำรุงรักษาบ่อยแค่ไหน
สรุป
การเลือกโคมไฮเบย์ 400W หรือจะใช้โคมไฮเบย์ 200W สองดวงแทน ไม่ควรตัดสินจากราคาโคมหรือตัวเลขวัตต์เพียงอย่างเดียว สิ่งที่ตัดสินจริงคือความสูงติดตั้ง ค่าความสว่างที่ต้องการที่พื้น มุมกระจายแสง ความสม่ำเสมอของแสงที่งานนั้นยอมรับได้ และต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งานซึ่งรวมค่าติดตั้งต่อจุดและค่าบำรุงรักษาไว้ด้วย หลักจำง่าย: แสงไม่ถึงพื้น ให้เพิ่มวัตต์ต่อดวง สว่างไม่ทั่ว ให้เพิ่มจำนวนดวง
NINELED แสงสว่างที่คุณวางใจได้ จากแบรนด์ที่คุณเลือก พื้นที่รวมแบรนด์ชั้นนำ ให้คุณเลือกซื้อไม่ว่าจะสปอร์ตไลท์ โคมไฟไฮเบย์ โคมถนน หลอดไฟ LED โซล่าเซลล์ และเสาไฟ
- สนใจสอบถาม-สั่งซื้อเกี่ยวกับสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ Line : @NINELED
- ชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ : www.nineled.com





